เป้าหมายหลัก

เป้าหมายหลัก...............

Week4



วันอังคารที่ 2 มิถุนายน พ.ศ. 2558

วันนี้ตอนเช้าในชั่วโมงจิตศึกษาของนักเรียนชั้นประถมศึกษาปีที่ 4 ครูสังข์ได้ทำกิจกรรมจิตศึกษาคือการเล่านิทานเรื่อง สิงโตกับยุงให้เด็กๆฟัง ในขณะที่ครูสังข์กำลังเล่านิทานอยู่เด็กๆบางคนก็นอนพูดคุยกัน โดยที่ไม่สนใจฟังครูสังข์เล่านิทานเลย เมื่อครูหนันเห็นว่าเด็กๆเริ่มเล่นและไม่ตั้งใจทำกิจกรรม ครูหนันซึ่งเป็นครูประจำชั้นนักเรียนชั้นอีกคน ก็ใช้วิธีการตบมือ และแตะที่หัว ไหล่ ขา และนับเลขไปเรื่อยๆ เพื่อเป็นสัญญาณบอกเด็กๆว่าทุกคนต้องเงียบเพื่อกลับมามีสติอยู่กับตัวเอง และเมื่อครูสังข์เล่านิทานจบ ครูสังข์ได้ให้เด็กๆแต่งนิทานต่อจากเรื่องสิงโตกับยุงโดยให้นักเรียนทุกคนพูดต่อกันเพื่อให้เป็นเรื่องราวเดียวกัน ครูและเด็กๆร่วมกันจินตนาการเรื่องราวและถ่ายถอดกันเนื้อเรื่องที่แปลกและสนุกมาก ในชั่วโมงภาษาอังกฤษเด็กๆได้ดูนิทานเรื่อง The lion fell in love เด็กๆทุกคนดูอย่างสนใจแต่ยังมีเด็กๆบางคนยังเล่นหยอกล้อกัน โดยที่ไม่สนใจนิทานที่ครูสังข์กำลังเปิดให้ดู ขณะนั้นครูแป้งได้เดินเข้ามาพอดี ครูแป้งเห็นว่าเด็กๆไม่สนใจเรียน ครูแป้งจึงใช้คำถามหนึ่งคำถาม ถามพี่ๆ ป.4 ทุกคนว่า “ครูแป้งฝากให้พี่ๆได้กลับไปคิดทบทวนตัวเองนะค่ะว่า ตอนนี้เรามาที่นี่เพื่ออะไร” เมื่อเด็กๆๆเห็นครูแป้งพูด จึงทำให้เด็กๆเงียบขึ้นมาทันที ในชั่วโมงคณิตศาสตร์ของครูฝน เด็กๆทุกคนตั้งใจเรียน และตั้งใจทำงานของตนเองจนเสร็จ และในชั่วโมงภาษาไทย ครูหนันให้เด็กๆอ่านนิทานเรื่อง สายลมกับทุ่งหญ้า ตอน ฤดูเก็บเกี่ยว เด็กๆทุกคนตั้งใจอ่าน บางคนก็อ่านในใจ บางคนก็อ่านออกเสียง บางคนนั่งอ่าน บางคนก็นอนอ่าน หามุมสงบๆให้กับตัวเอง ตามที่ตัวเองสบาย เป็นการให้เด็กๆได้อยู่กับตัวเองมากขึ้น เมื่อนักเรียนอ่านจบแล้วครูหนันให้เด็กๆร่วมกันสรุปเนื้อเรื่องและความรู้ที่ได้จากเรื่องนี้ ในชั่วโมง PBL เด็กๆได้เพิ่มเติมงานของตัวเอง เช่น อาเซียน สภาวะโลกร้อน เป็นต้น

ภาพประกอบการสังเกตชั้นประถมศึกษาปีที่ 4

















วันพุธ ที่ 3 มิถุนายน พ.ศ.2558

วันนี้ได้เข้าสังเกตนักเรียนชั้นประถมศึกษาปีที่ 3 ในชั่วโมงจิตศึกษาครูกลอยถามเด็กๆว่า เด็กๆมีเพื่อนกี่คนละเพื่อนๆแต่ละคนเป็นอย่างไร ถ้าครูกลอยพูดถึงเพื่อนคนหนึ่งในห้องเรียนเด็กๆจะคิดถึงอะไร ที่ครูกลอยได้ทำจิตศึกษาเรื่องนี้เพราะว่า มีเหตุการณ์ในห้องเรียน มีพี่คนหนึ่งเขาไม่มีเพื่อน พี่คนนี้เขาชอบถูกเพื่อนล้อ และแกล้งบ่อยๆ เขาชอบถูกเพื่อนบางคนเอาของเขาไปทิ้ง หรือถูกขโมยไป ครูกลอยถามเด็กๆว่าถ้าเราถูกเพื่อนขโมยของไปทิ้ง เราจะรู้สึกอย่างไร เด็กๆหลายคนก็ตอบเช่น “ผมก็รู้สึกเสียใจ และโกรธมากๆครับ” ครูกลอยจึงถามต่อว่า “แล้วเราควรทำอย่างไร และแก้ไขปัญหานี้อย่างไรค่ะ”เด็กๆก็ตอบว่า “เราจะไม่แกล้งเพื่อน แล้วถ้าเรารู้ว่าเป็นของเพื่อนเราก็จะนำมาคืนครับ” เมื่อได้ทำกิจกรรมจิตศึกษาเสร็จแล้วครูกลอยก็ได้สอนวิชาคณิตศาสตร์ต่อ ในเรื่องของการหาค่าความสูง เป็นฟุต และเซนติเมตร

**เมื่อพี่ๆคุยกันในขณะที่ครูกลอยสอนอยู่ ครูกลอยจะใช้วิธีการเก็บเด็ก ด้วยการปรบมือ ร้องเพลงความเกรงใจ และการนับเลข เป็นต้นซึ่งวิธีการแบบนี้จะทำให้เด็กๆกลับมาอยู่กับตัวเองและกลับมาสนใจการเรียนมากขึ้น

ในการเรียนวิชาภาษาอังกฤษของเด็กๆวันนี้ ครูผึ้งให้เด็กๆร้องเพลงเกี่ยวกับสีต่างๆ และเมื่อเด็กๆเริ่มคุยกันครูผึ้งก็จะใช้วิธีการเหมือนกับครูกลอยในการเก็บเด็ก ในวิชาเรียนภาษาไทย ครูเหมี่ยวให้เด็กๆเรียนรู้เรื่องมาตราแม่ต่างๆในภาษาไทย ถ้าหากเด็กๆคุยกันสองคนครูเหมี่ยวจะให้เด็กที่คุยกันนั่งแยกกัน (ส่วนมากจะเป็นนักเรียนชาย)

วันนี้ในวิชา PBL ของนักเรียนชั้นประถมศึกษาปีที่ 3 ได้เพิ่มเติมงานเกี่ยวกับการระเหยของน้ำจากน้ำแข็งกลายเป็นน้ำ เด็กๆตั้งใจทำงาน และจากนั้นดิฉันได้เข้าสอนชุมนุมร่วมกับครูสังข์ วันนี้เด็กๆชั้น ป.4 และ ป.5 พฤติกรรมการโต้เถียงกันอยู่บ้าง ตอนนี้ดิฉันกับครูสังข์กำลังที่จะคิดหากิจกรรม และการออกแบบการเรียนการสอนให้เด็กๆเกิดความรู้มากที่สุดและกลับมามีความสามัคคีกันอีกครั้งค่ะ

ภาพประกอบการรสังเกตชั้นประถมศึกษาปีที่ 3
















วันพฤหัสบดีที่ 4 มิถุนายน พ.ศ.2558

วันนี้ได้เข้าสังเกตนักเรียนชั้นประถมศึกษาปีที่ 2 ในชั่วโมงจิตศึกษาก่อนเข้าห้องเรียน ครูผึ้งให้นักเรียนหยิบใบไม้หรือกิ่งไม้มาคนละ 1 ชิ้น และให้เด็กๆวาดรรูปใบไม้หรือกิ่งไม้ที่ตัวเองได้เก็บมา พร้อมกับตั้งชื่อ ครูผึ้งใช้คำถาม ถามเด็กๆว่า “เมื่อเด็กๆเห็นใบไม้หรือกิ่งไม้นี้เด็กๆจะนึกถึงอะไร” เด็กๆก็ตอบกันไปตามจินตนาการ บ้างก็ตอบว่านึกถึงลม นึกถึงสีเขียว นึกถึงความเย็นสบาย เป็นต้น ในชั่วโมงภาษาอังกฤษครูผึ้งให้เด็กๆวาดภาพ พร้อมกับเขียนคำศัพท์ เด็กๆทุกคนตื่นเต้นกับการวาดภาพและตั้งใจทำงานอย่างรวดเร็ว

*เทคนิคการเก็บเด็กที่ครูที่ครูผึ้งทำคือ ถ้าหากว่าเด็กๆคุยกันในขณะที่ทำงาน ครูผึ้งจะลดเวลาการทำงานของเด็กๆลงเรื่อยๆ เมื่อเด็กๆเห็นว่าครูผึ้งจะลดเวลาการทำงานลงเด็กก็จะเงียบและตั้งใจทำงานเพราะว่าเด็กๆกลัวเวลาการทำงานจะน้อยลงนั่นเอง

ในชั่วโมงคณิตศาสตร์ครูกลอนเล่านิทานให้เด็กๆฟัง ครูกลอยจะใช้นิทานเพื่อเชื่อมโยงเข้าสู่เนื้อหา ครูกลอยวาดรูปต้นถั่วจากนิทานเรื่องนั้น แล้วถามคำถามกระตุ่นนักเรียนว่า “ เด็กๆว่าต้นถั่วสามารถใช้อะไรวัดความสูงได้” เด็กๆก็ยกมือตอบกันด้วยความกระตือรือร้น ในวิชาภาษาไทยครูอุ๋มได้อ่านนิทานหนึ่งตอนให้เด็กๆฟัง จากที่สังเกตเด็กชั้นประถมศึกษาปีที่สองจะชองฟังนิทานมาก เมื่อเวลาที่ครูอ่านนิทานให้ฟังเด็กๆจะตั้งใจฟัง แต่อาจจะมีเด็กบางคนเล่นกับเพื่อนครูอุ๋มก็จะใช้วิธีการถามกลับว่า “เด็กๆค่ะตอนนี้เวลาอะไรค่ะ” แล้วเมื่อเด็กๆรู้ตัวก็จะกลับมาตั้งใจฟังนิทานจากครูอุ๋ม


ภาพประกอบการสังเกตชั้นประถมศึกษาปีที่ 2


















วันศุกร์ที่ 5 มิถุนายน พ.ศ.2558

วันนี้เป็นเช้าวันศุกร์ที่บรรยากาศที่สดใส วันนี้ได้เข้าสังเกตพี่ๆอนุบาล1 และอนุบาล2 ในตอนเช้าหลังจากเลิกแถวครูน้องและครูนิ่มได้พาเด็กๆชั้นอนุบาล 1 เดินไปที่กลางสนามฟุตบอลเพื่อนทำกิจกรรมการร้องเพลงต่างๆ แต่มีน้องออมที่ไม่ยอมทำกิจกรรมและร้องไห้ ครูนิ้มได้ถามว่าน้องออมเป็นอะไรค่ะ แต่น้องออมก็ไม่พูดอะไรแต่ในมือน้องออมมีพี่ต้นไม้ต้นหญ้าจำนวนหนึ่งกำไว้ในมือ ครูนิ่มถามว่า “ทำไมน้องออมไปเด็ดพี่ต้นไม้ค่ะ รู้ไหมว่าพี่ต้นไม้เขาจะเจ็บมากถ้าหากว่าเราไปทำร้ายเขา” น้องออมไม่พูดและบอกว่าอยากกลับบ้านและร้องไห้ ครูนิ่มจึงปล่อยให้น้องออมอยู่กับตัวเองสักพักก่อน แล้วน้องออมก็หายเอง วันนี้อนุบาล 1 และ อนุบาล 2 ได้ทำกิจกรรมหน้าตึกอนุบาลก่อนเข้าห้องเรียนคือการร้องเพลง รำ และเต้นประกอบเพลง โดยที่ครูแดงจะตีกลองประกอบด้วย ทำให้กิจกรรมในตอนเช้านี้สนุกมากขึ้น ก่อนเข้าห้องเรียนเด็กๆจะได้ไหว้คุณครูและทำกิจกรรมกอดมอบความรักระหว่างครูและนักเรียนอนุบาล เมื่อเด็กนักเรียนชั้นอนุบาล 1 เข้าห้องเรียนครูนิ่มจะมีพวงมาลัยมาหนึ่งพวงแล้วครูนิ่มก็ถามเด็กๆวว่า “เด็กๆเห็นอะไรที่มือครูนิ่มค่ะ” เด็กๆก็ตอบตามที่เด็กๆเห็น บ้างก็ตอบว่าเห็นพวงมาลัย บ้างก็ตอบว่าเห็นดอกกุหลาบ บ้างก็ตอบว่าเห็นสีขาว เป็นต้น ครูนิ่มได้ให้เด็กๆถ่ายทอดความรักและอยากมอบพวงมาลัยนี้ให้กับใคร เด็กๆหลายคนก็ตอบว่า “อยากมอบให้พ่อและแม่เพราะว่ารักค่ะ” เมื่อกิจกรรมนี้ผ่านไป ครูนิ่มได้แบ่งกลุ่มให้นักเรียนชั้นอนุบาล 1 ลองนมเต้นระบำ เด็กๆตื่นเต้นมาก และในตอนบ่ายได้ไปสังเกตพี่ๆอนุบาล 2 ในการทำ Body Scan และได้สังเกตการณ์เรียนวิชาภาษาอังกฤษ พื้นฐานของเด็กๆชั้นอนุบาล 2 ยังถือว่ายังอยู่ในระดับปานกลาง เด็กบางคนรู้ว่าอักษรภาษาอังกฤษตัวนั้นเขียนยังไงแต่ไม่รู้ว่าอ่านยังไง บางคนก็อ่านได้แต่เขียนยังไม่ได้ สำหรับการเรียนรู้เทคนิคต่างๆจากการสังเกตพี่ๆน้องๆ ทั้งประถมและอนุบาลก็พบสิ่งที่จะนำมาปรับใช้ในการสอนของเราหลายอย่างค่ะ เช่น เทคนิคการเก็บเด็กของครูแต่ละคน การแก้ไขปัญหาเฉพาะหน้า และการปรับกิจกรรมการเรียนการสอนให้เข้ากับชั้นต่างๆค่ะ


ภาพประกอบการสังเกตชั้นอนุบาล 1 เเละอนุบาล 2 





















2 ความคิดเห็น: